闰月 (ยรุ่น เยวี่ย) อธิกมาส

หมายถึงเดือนที่เพิ่มเติมเข้ามาในปฏิทินจันทรคติ ถ้าเป็นปฏิทินไทยเมื่อทุก ๒-๓ ปีก็จะมีการเพิ่มเดือน ๘ เข้ามา ทำให้ปีนั้นมีเดือนแปด ๒ เดือน เรียกว่า เดือน ๘ สอง ๘ เพราะการนับวันในระบบปฎิทินจันทรคติ คือ ๑ เดือน มี ๒๙-๓๐ วัน หรือประมาณ ปีละ ๓๕๔-๓๕๕ วัน (เพราะบางปีจะมีการเติมวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๗ เข้าไป เรียกว่า “อธิกวาร”) ซึ่งต่างจากจำนวนวันในการโคจรจึงถึงปีละ ๑๐-๑๑ วัน เมื่อผ่านไป ๒-๓ ปีก็ต้องเพิ่มเข้ามา ๑ เดือน เพื่อปรับให้ระบบปฏิทินสอดคล้องกับการโคจรที่แท้จริงของโลก

ปฏิทินจีน (农历 หนงลี่ ) เป็นปฏิทินที่ถ้าจะเรียกให้ถูกก็ควรเรียกว่าปฏิทินระบบ “จันทรสุริยคติ” (阴阳历 อินหยางลี่) เพราะมีการนับวันตามดิถีของดวงจันทร์ ใน ๑ เดือนมี ๒๙-๓๐ วัน แต่ไม่มีระบบแบ่งที่ชัดเจน (ต่างจากระบบจันทรคติไทยที่กำหนดว่า เดือนคู่มี ๓๐ วัน เดือนคี่มี ๒๙ วัน) ปฏิทินจีนจะกำหนดจำนวนวันในเดือนจากดิถีจริงของดวงจันทร์ จะใช้วิธีดูจันทร์เสี้ยวในคืนของวันที่ ๒ ของเดือน (初二 ชูเอ้อร์) ว่าหลังจากพระอาทิตย์ตกแล้วมีปรากฏดวงจันทร์ที่ขอบฟ้าทิศตะวันตกหรือไม่ หลังจากนั้นก็อาศัยการเก็บบันทึกจนมีผู้กำหนดได้เป็นปฏิทิน ปฏิทินจีนหรือที่เรียกว่า 农历 (หนงลี่) หากจะแปลตามตัวอักษรก็คือปฏิทินของการเกษตร เพราะนอกจากใช้กำหนดวันจากดิถีดวงจันทร์แล้ว ยังใช้ดวงอาทิตย์ในการกำหนด “ฤดูลักษณ์” (节气 เจี๋ยชี่) ซึ่งใน ๑ ปี มีทั้งสิ้น ๒๔ ฤดู แต่ละฤดูห่างกันประมาณ ๑๕-๑๖ วัน ตามตำแหน่งของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ (ตำแหน่งละ ๑๕ องศา รวมเป็น ๓๖๐ องศา) ซึ่ง ๑ รอบวงโคจรก็จะมีประมาณ ๓๖๕ วัน ๕ ชั่วโมง การกำหนดฤดูลักษณ์นี้จะสัมพันธ์กับการเพาะปลูกของเกษตรกร เริ่มต้นที่ “ลี่ชุน” (立春 เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ) จนถึง “ต้าหัน” (大寒 ช่วงที่หนาวที่สุดของปี) (เรื่องของ ๒๔ ฤดูลักษณ์นี้ จะมานำเสนอในคราวถัดๆ ไป)

ดังนั้นเมื่อเรามาดู จำนวนวันในรอบปี ของการนับตามดิถี จะมีประมาณ ๓๕๔-๓๕๕ วัน ส่วนการนับวันตามฤดูลักษณ์จะมีประมาณ ๓๖๕-๓๖๖ วัน มีความต่างกันอยู่ ประมาณ ๑๐ วัน เมื่อผ่านไป ๒-๓ ปี ก็จะต้องเพิ่มเดือนขึ้น ๑ เดือน ระยะรวมเวลา ๑๙ ปี จะมีเดือนเพิ่มขึ้นมา ๗ เดือน การเพิ่มเดือนนี้จะทำให้ปีที่เพิ่มเดือนนั้นมีจำนวนวันประมาณ ๓๘๓-๓๘๔ วัน (มี ๑๓ เดือน) การกำหนดเดือนที่เพิ่มขึ้นมาจะไม่เหมือนปฏิทินไทยที่แน่นอนตายตัวว่าเป็น เดือน ๘ แต่วิธีการเพิ่มเดือนของจีนจะใช้ ๒๔ ฤดูลักษณ์ มาตัดสิน กล่าวคือ ให้ดูว่าตั้งแต่ฤดูลักษณ์ “ตงจื้อ” (冬至 ช่วงกลางฤดูหนาว) ถึงบรรจบ “ตงจื้อ” อีกหนึ่งรอบมีกี่เดือน หากมี ๑๒ เดือนแปลว่า “ปกติ” ไม่ต้องกำหนด “อธิกมาส” (闰月) หากมี ๑๓ เดือนต้องกำหนดอธิกมาส แล้วจะให้เดือนใดเป็นอธิกมาส ก็ให้ดูว่าในช่วงเดือนใด ไม่มี ฤดูลักษณ์ตก ๒ ฤดู (ตั้งแต่ต้นเดือนถึงปลายเดือน มีฤดูลักษณ์เพียงแค่ ๑ ฤดู) ให้กำหนดเดือนนั้นเป็นอธิกมาสของเดือนก่อนหน้านั้น เช่น ในปีนี้ ๒๐๑๒ เดือนที่ถัดจากเดือนสี่มีฤดูลักษณ์เพียงฤดูเดียวคือ “หมังจ้ง” (芒种 รวงข้าวสุก) จึงกำหนดให้เดือนถัดจากเดือนสี่นี้เป็นอธิกมาสของเดือนสี่ (闰四月 ยรุ่น ซื่อ เยวี่ย) ในปี ๒๐๑๒ นี้จึงมีเดือนสี่ ๒ เดือน ปีมะโรงนี้จึงมี ๑๓ เดือน อธิกมาสจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ๒๐๑๔ และเป็นอธิกมาสของเดือนเก้า (闰九月 ยรุ่น จิ่ว เยวี่ย)

* * *

สรุปใจความสำคัญ: จีนนับดิถีดวงจันทร์เพื่อกำหนดจำนวนเดือน และนับฤดูลักษณ์เพื่อแบ่งช่วงฤดูและการเพาะปลูกจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งหนึ่งปีปกติมี ๑๒ เดือน (นับจากดิถีดวงจันทร์ได้ประมาณ ๓๕๕ วัน) แต่นับจากฤดูลักษณ์ของการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกได้ ประมาณ ๓๖๕ วัน ดังนั้นเพื่อรักษาความสมดุลเมื่อผ่านไปประมาณ ๒-๓ ปีจึงต้องเพิ่มเดือนขึ้นมาเป็น ๑ ปีมี ๑๓ เดือน เพื่อให้ตรงกับฤดูกาลที่แ้ท้จริง โดยเดือนที่เพิ่มขึ้นมา ให้ดูที่ฤดูลักษณ์เป็นตัวกำหนดว่าควรจะเพิ่มเดือนอะไรขึ้นมาใน ๑๒ เดือน

* * *

การซ้ำเดือนเก้า ครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อปี 1832 ครับ ห่างจากปีปัจจุบัน 182 ปี ครับ ส่วนการเกิดการซ้ำเดือนเก้าอีกครั้งจะเกิดขึ้นในปี 2109 ครับ อีก 95 ปีนับจากนี้ครับ

ที่ซ้ำกันทุก 2-3 ปีนั้น จะเปลี่ยนเดือนซ้ำกันไปเรื่อยๆ ครับ การซ้ำเดือนเก้าเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครับ แต่ส่วนมากจะซ้ำเดือนห้าครับ รองลงมาก็จะเป็นเดือนสี่กับเดือนหกครับ

* * *

แหล่งข้อมูล

Advertisements